Ford RMA

Work from Anywhere ยังไงให้ Productive? งานเดิน ชีวิตดี ไม่มี Burn out

Work from Anywhere ยังไงให้ Productive? งานเดิน ชีวิตดี ไม่มี Burnout

ทุกวันนี้ การทำงานแบบ Work from Anywhere (WFA) และ Work from home (WFH) ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ของชีวิตคนทำงานยุคนี้ไปแล้ว อ้างอิงผลวิจัยพบว่าพนักงานที่ทำงานแบบรีโมท มีประสิทธิภาพงาน สูงขึ้นถึง 29% และมีสมาธิจดจ่อได้ดีกว่าเดิม 53% ทว่าความอิสระที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้ อาจกลายเป็นฝันร้ายได้ ถ้าขาดการจัดการที่ดี วันนี้เราจึงรวบรวมทริคดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณทำงานจากที่บ้าน หรือที่ไหนก็ได้ ให้ Productive รับรองว่างานเดินไว มี Work-Life Balance สุขภาพใจไม่มีติดลบแน่นอน!

 10 เคล็ดลับ Work from Anywhere ให้ Productive กว่าเดิม

1. สร้างกิจวัตรที่สม่ำเสมอ

ต้องมีตารางเวลาที่แน่นอน โดยเริ่มจากการตื่นและนอนให้เหมือนตอนไปทำงานปกติ เพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน และแยกแยะระหว่าง เวลาทำงานกับเวลาใช้ชีวิต ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด

ควรกำหนดชั่วโมงทำงานที่ชัดเจน แต่ยังคงความยืดหยุ่น เช่น หากต้องตื่นมาประชุมเช้ากับ Time Zone อื่น ก็ควรชดเชยด้วยการเลิกงานเร็วขึ้น หรือนอนตื่นสายในวันถัดไป

ใช้กิจวัตรเดิมๆ เป็นสัญญาณบอกสมอง เพื่อเปลี่ยนโหมดเข้าสู่การทำงานอย่างเต็มตัว เช่น การชงกาแฟ การพาสุนัขไปเดิน หรือการแต่งตัวด้วยชุดที่พร้อมทำงาน ไม่ใช่ชุดนอน และเมื่อจบวัน ต้องปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสลัดเรื่องงานทิ้งทันที

2. จัดพื้นที่ทำงานให้เป็นสัดส่วน

สร้างพื้นที่ทำงานส่วนตัวที่แยกขาดจากมุมพักผ่อน หากไม่มีห้องแยกที่มีประตูเปิด-ปิดชัดเจน ให้กำหนดบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เป็นโซนทำงานโดยเฉพาะ เพื่อให้สมองจดจำว่าพื้นที่นี้ไว้สำหรับทำงานเท่านั้น มุมทำงานที่ดีควรเงียบสงบ แสงสว่างเพียงพอ และใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ถูกหลักสรีระ เพื่อลดความเมื่อยล้าที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของสมาธิ

นอกจากเรื่องมุมทำงานแล้ว การแต่งกายก็มีส่วนสำคัญ การเปลี่ยนจากชุดนอนเป็นชุดที่พร้อมทำงาน จะช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นได้ดีกว่า ในขณะเดียวกันควรลดสิ่งรบกวน ด้วยการใช้หูฟัง Noise Cancelling หรือเปิดเพลย์ลิสต์ประเภท White Noise เพื่อตัดเสียงภายนอก และเก็บมือถือให้ห่างตัวเพื่อลดความอยากไถโซเชียล

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การจัดพื้นที่ คือการตั้งกฎเหล็กกับคนในบ้าน โดยต้องตกลงให้ชัดเจนว่าช่วงเวลาไหนที่ห้ามรบกวน เพื่อช่วยให้คุณสามารถควบคุมภาระงานได้อย่างเต็มที่

3. อย่าทำงานเพลินลืมเวลาพัก

ในระหว่างวัน การพักสั้น ๆ คือสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม ลองใช้เทคนิค Pomodoro ด้วยการทำงานอย่างจดจ่อ 25 นาที สลับกับการพัก 5 นาที หรือตั้งเตือนให้ตัวเองลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง วิธีนี้จะช่วยรีเฟรชสมองให้สดชื่น และป้องกันความล้าสะสม ที่สำคัญคือต้องพักให้เต็มที่ โดยเฉพาะมื้อเที่ยง ควรได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง ตามเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อสะสมพลังไว้ลุยงานต่อ อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ควรทำ Digital Detox เมื่อถึงเวลาเลิกงาน คุณต้องกำหนดเวลาปิดหน้าจอที่ชัดเจน เพื่อ ให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง จะช่วยให้คุณมีพลังงานที่เต็มเปี่ยม พร้อมกลับมาโฟกัสกับเป้าหมายใหม่ ในวันถัดไป 

4. ตั้งเป้าหมายรายวันและรายสัปดาห์

ใช้หลักการ SMART Goals กำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้จริง และหมั่นประสานงานกับหัวหน้า เพื่อให้เป้าหมายส่วนตัว สอดคล้องกับทิศทางขององค์กรอยู่เสมอ 

คุณควรรู้ว่าในแต่ละวัน ต้องทำสิ่งใดให้สำเร็จบ้าง การจดบันทึกเป้าหมาย จะช่วยให้คุณเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจน ขณะเดียวกันการลองติดตามเวลา ว่าแต่ละงานใช้เวลาไปเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณประเมินผล เมื่อจบสัปดาห์ได้แม่นยำขึ้น ว่ามีสิ่งใดดึงเวลาคุณไป หรือต้องปรับการจัดสรรเวลาในจุดไหนใหม่บ้าง

คุณควรระบุชั่วโมงทำงานให้ชัดเจน พร้อมทั้งวางแผนรายวัน ด้วยการเรียงลำดับความสำคัญของงาน เทคนิคสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือการเขียน To-do List การทำเช่นนี้ จะช่วยหลอกสมองว่างานส่วนนี้ ถูกจัดระเบียบไว้เรียบร้อยแล้ว ทำให้คุณสามารถสลัดความกังวล ปล่อยวางเรื่องงาน และพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ 

5. เน้นการสื่อสารที่ชัดเจน

ควรสื่อสารให้มากกว่าปกติ อย่าคาดเดาว่าคนอื่นจะจำตารางงาน หรือรับรู้สถานะงานของเราได้เอง แต่ควรย้ำข้อมูลสำคัญบ่อย ๆ เช่น การแจ้งวันลาล่วงหน้า หรือการรายงานทันที เมื่อจบงานแต่ละชิ้น หากพบว่าการพิมพ์โต้ตอบ ทางอีเมลหรือแชต เริ่มใช้เวลานาน และเกิดความไม่เข้าใจ การตัดสินใจโทรคุยตรง ๆ จะช่วยเคลียร์ปัญหาได้รวดเร็ว และประหยัดเวลากว่ามาก

วิธีการสื่อสารก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากการอ่านตัวอักษรนั้น ตีความน้ำเสียงได้ยาก ข้อความสั้น ๆ จึงอาจดูห้วน จนสร้างความเข้าใจผิดได้ การใส่พลังงานบวก ผ่านการใช้เครื่องหมาย หรืออีโมจิ จะช่วยรักษาบรรยากาศที่ดี และแสดงถึงความเป็นมิตรได้ดีขึ้น 

เมื่อมีการประชุม Video Conference ควรพยายามเปิดกล้อง และร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้คนในทีมรับรู้ว่า คุณยังอยู่ตรงนี้ แม้คุณจะเป็นคน Introvert ก็ไม่ควรละเลย การเข้าสังคมออนไลน์หรือร่วมกิจกรรมกลุ่มบ้าง เพราะการปฏิสัมพันธ์เพียงเล็กน้อย จะช่วยลดความรู้สึกแปลกแยก จากการทำงานคนเดียว และช่วยกระชับความสัมพันธ์ในทีมได้ดียิ่งขึ้น

6. ให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจ

เมื่อถึงเวลาพักผ่อน คุณจะต้องไม่ล้ำเส้น เวลาส่วนตัวของตัวเอง อย่าแวะไปเช็กอีเมล เพียงเพราะเดินผ่านโต๊ะทำงาน การแยกโลกการทำงาน และเวลาส่วนตัว ออกจากกันอย่างชัดเจน จะช่วยให้คุณมีสมาธิสูงสุดในช่วงเวลาทำงาน และสามารถพักผ่อนได้อย่างแท้จริงเมื่อจบวัน

นอกจากนี้ การใจดีกับตัวเอง ก็เป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อร่างกาย ส่งสัญญาณเตือน ต้องจำไว้ว่า ลาป่วยคือลาป่วย หากไม่สบายควรหยุดพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะการฝืนทำงานจะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพแย่ลง และหายช้ากว่าเดิม

เพื่อเป็นการฟื้นฟูพลังใจก่อนเริ่มวัน ลองสร้างกิจวัตรสั้น ๆ เช่น การนั่งสมาธิ อ่านหนังสือ หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้คุณเริ่มต้นเช้าวันใหม่ เพราะสิ่งสำคัญ คือการรักษาสมดุล ระหว่างงานและความสุขให้ลงตัว 

7. รักษาบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ในที

ใช้แอปพลิเคชันแชต ให้เป็นเสมือนออฟฟิศหลัก มีช่องทางสำหรับคุยเรื่องทั่วไป ที่ไม่เกี่ยวกับงานบ้าง เพื่อลดความโดดเดี่ยว สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เหมือนการพูดคุยในออฟฟิศจริง ๆ รวมถึงในการประชุมควรเปิดกล้อง เพื่อให้คนในทีมรู้ว่าคุณยังอยู่ตรงนี้ และควรมีการประชุม Stand-up สั้น ๆ ทุกวัน เพื่ออัปเดตงาน และช่วยเหลือกันเมื่อมีปัญหาติดขัด

8. ใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยในการทำงาน

เลือกสื่อสารผ่าน Slack หรือ Discord แทนการใช้ LINE ส่วนตัว และควรใช้ฟีเจอร์สถานะ เพื่อบอกให้ทีมรู้ว่าคุณกำลังยุ่งหรือติดประชุม วิธีนี้จะช่วยลดความกดดัน ที่ต้องคอยตอบข้อความทันที และคืนเวลาให้คุณ ได้มีสมาธิกับงานที่ซับซ้อนได้อย่างเต็มที่ ในส่วนของการบริหารจัดการโปรเจกต์ การใช้เครื่องมืออย่าง Notion, Trello หรือ Asana จะช่วยให้ทุกคน เห็นภาพรวมของงานได้ทันที โดยไม่ต้องคอยสอบถามกันไปมา

ในยุคปัจจุบัน เรายังสามารถดึง AI Assistants มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการร่างอีเมล สรุปเนื้อหาการประชุม หรือหาข้อมูลเบื้องต้น เพื่อลดเวลาที่ต้องเสียไปกับงานจุกจิก และทำให้โฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น 

นอกจากนี้ การลองใช้แอปฯ ติดตามเวลาอย่าง RescueTime จะช่วยให้ค้นพบช่วงเวลาที่ตัวเองมีสมาธิสูงสุด เพื่อที่คุณจะได้เก็บช่วงเวลานาทีทองนั้น ไว้สำหรับจัดการงานยาก จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ให้พุ่งทะยานกว่าเดิม

9. เช็กความพร้อมของระบบสื่อสารและอุปกรณ์

อย่าปล่อยให้อินเทอร์เน็ตที่ติดขัด เป็นอุปสรรคในนาทีสำคัญ โดยเฉพาะระหว่างการประชุมผ่านวิดีโอ ควรลงทุนกับแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต ที่มีความเร็วและเสถียรเพียงพอ รวมถึงการมีอุปกรณ์สำรองที่พร้อมใช้งาน จะช่วยประหยัดเวลา และลดความหงุดหงิด ที่ต้องคอยพูดซ้ำ หรือสรุปเนื้อหาใหม่เพียงเพราะสัญญาณขาดหาย ความลื่นไหลทางเทคโนโลยี ไม่เพียงแต่ช่วยให้งานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ และการประสานงานที่ไร้รอยต่อกับทีมได้อีกด้วย 

10. เปลี่ยนบรรยากาศการทำงานบ้าง

การนั่งทำงานที่บ้านนาน ๆ อาจทำให้รู้สึกจำเจ บั่นทอนพลังสร้างสรรค์ ลองออกไปข้างนอกสัมผัสแสงแดด และอากาศบริสุทธิ์ดูบ้าง การเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟ ห้องสมุด หรือ Co-working Space ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณได้เจอผู้คน เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ยังเป็นโอกาสดี ที่จะได้เรียนรู้ว่าสภาพแวดล้อมแบบไหน ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของคุณได้ดีที่สุด

บางทีคุณอาจพบว่าความเงียบสงบที่บ้าน คือคำตอบสำหรับการทำงาน ที่ต้องใช้สมาธิสูง แต่ในวันที่ต้องการไอเดียใหม่ ๆ เสียงจอแจ และบรรยากาศที่เคลื่อนไหวในคาเฟ่ อาจช่วยให้สมองลื่นไหลกว่าเดิม การขยับขยายพื้นที่ทำงานไปตามที่ต่าง ๆ จึงเป็นเทคนิคในการรักษาสภาพจิตใจ ให้พร้อมรับผิดชอบงานอย่างมีความสุข และช่วยรักษาระดับความกระตือรือร้น ในการทำงานได้ในระยะยาว

ทั้งหมดนี้คือเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้การทำงานแบบ Work from Anywhere ของคุณยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของร่างกายและจิตใจ ให้มีความสุขได้อย่างยั่งยืน


ข้อมูลอ้างอิง: https://www.self.com/ , https://www.indeed.com/e , https://www.pcmag.com , https://emperform.co.uk/ ,  https://abnetworking.org/

ลงทะเบียนรับส่วนลด

0
    ตะกร้าสินค้า
    ตะกร้าสินค้าว่างเปล่ากลับสู่ร้านค้า
    Instagram